เกาะนามิ ยอดเยี่ยมเกาะที่ความโรแมนติก ที่จำเป็นต้องมาชะแล้ว!

ทัวร์เกาหลี เกาะนามิ (Namiseom Island) หรือนามิชำรุดทรุดโทรมเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าท่องเที่ยวที่เมื่อมาท่องเที่ยวทัวร์ประเทศเกาหลีก็ห้ามพลาดเด็ดขาด ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นสถานที่เที่ยวหลักของประเทศเกาหลีที่โด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลกจากซีปรี่ย์ยอดฮิตเรื่อง winter sonata แปลมีอิสรภาพยก็เป็นเพลงรักในสายลมหนาว ซึ่งได้อยู่ห่างจากกรุงโซลโดยประมาณ 60 นาที ซึ่งเกาะที่นี้เกิดจากผลการกั้นน้ำเพื่อสร้างเขื่อนที่มีพื้นที่ราว 270 ไร่ เกาะมีลักษณะเป็นรูปดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว จริงๆเกาะที่นี้เป็นที่รู้จักในประเทศเกาหลีมานานแล้วเนื่องจากตรงนี้มีธรรมชาติที่สวย และยังมีสัตว์เล็กๆอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นกระรอกกระแตนกหงส์ขาดรวมทั้งนกกระจอกเทศอีกด้วย
คนประเทศเกาหลีก็ได้นึกถึงความชอบธรรมชาติของตรงนี้ ตรงนี้ก็เลยได้นำสายไฟลงใต้ดินทั้งหมดทั้งปวงเพื่อรักษาความเที่ยงธรรมชาติเอาไว้ ตอนที่มีคนมาท่องเที่ยวสูงที่สุดก็จะเป็นในช่วงฤดูใบไม้หล่นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีต้นไม้ที่เปลี่ยนสีเหลืองสีแดงสีส้ม ยิ่งเป็นฟุตบาทใต้ต้นแปะก๊วยก็จะแปลงใบเป็นสีเหลืองที่สวยงามมากมายๆแต่ว่าก็ใช่ว่าจะงามเพียงแค่ฤดูเดียวเพราะว่าในทุกฤดูนั้นตรงนี้จะมีความสวยที่ไม่เหมือนกันออกไป แต่ว่าชี้แนะว่าหากว่ามาท่องเที่ยวตรงนี้ก็ควรมาแต่เช้าเพื่อจะได้มีเวลาถ่ายภาพเก็บเอาไว้ในมุมงามๆไม่เช่นนั้นเพียงพอสายๆก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะแยะจนกระทั่งทำให้ถ่ายภาพได้มุมที่ปรารถนามิได้ บนเกาะนามินั้นยังมีสถานที่ที่น่าดึงดูดให้ท่องเที่ยวเว้นเสียแต่ธรรมชาติที่สวยซึ่งหมายถึงสวนสนุก บ้านพัก สวนน้ำ บังกะโล แล้วยังมีงานกิจกรรมที่มีโชว์บันเทิงใจๆที่มีการเปลี่ยนกันมาจัดโชว์ทุกๆอาทิตย์
ใครกันแน่ที่อยากได้บรรยากาศแบบหนังโรแมนติกประเทศเกาหลีก็สามารถไปขี่จักรยานที่มีให้เช่าหลายแบบได้มันจะมีอีกทั้ง แบบปกติ แบบนั่งได้หลายๆคน หรือแบบใช้กระแสไฟฟ้าก็มีนะค่ะ ปั่นไปดูทิวทัศน์ไปก็เป็นอะไรที่ดีรวมทั้งฟินอยู่ไม่น้อยเลย แล้วถ้าหากต้องการจะดูเกาะนามิก็สามารถนั่งรถไฟซึ่งรถไฟนี้จะวิ่งไปทั่วๆเกาะเพื่อนักเดินทางได้มองเห็นทุกมุมนั่นเอง จริงๆกิจกรรมซึ่งสามารถทำเป็นบนเกาะมีมากมายเลยจริงๆไม่ว่าจะเป็นเที่ยวเล่น เล่นสวนสนุก หรือนั่งปิกนิกกับผู้ที่รักหรือครอบครัวก็ตาม ขอบอกอีกนิดหนึ่งว่าเกาะที่นี้เหมาะกับการขอแต่งงานมากมายๆเนื่องจากเป็นสถานที่งดงามมากมายจริงๆบรรยากาศก็โรแมนติกสุดๆแล้วตอนที่เหมาะสมกับการมาขอหรือโรแมนติกมันก็น่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นไม้ใบไม้จะมีการเปลี่ยนสีแดงสีเหลืองกระจัดกระจายอยู่ทั่วอีกทั้งเกาะเป็นอะไรที่สวยสดงดงามมากมายจริงๆ
การใช้เรือข้ามฟาก : ใช้เวลาราวๆ 5 นาที
07:30-09:00 (ทุกๆ30 นาที)
09:00-18:00 (ทุกๆ10-20 นาที)
18:00-21:40 (ทุกๆ30 นาที)
ในตอนที่คนเยอะมากมายๆจะวิ่งตลอดระยะเวลา

ท่องเที่ยวใน 4 ฤดู ในโทโฮลุก ประสบการณ์ที่สุดติดใจไม่รู้จักลืม

ทัวร์ญี่ปุ่น โทโฮระอุเป็นดินแดนที่มีธรรมชาติที่งดงามเอามากๆนับว่าเป็นสถานที่สำหรับท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใหม่ที่ตั้งอยู่ทางทางเหนือสุดของเกาะฮอนยก ซึ่งเกาะนี้เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น วันนี้พวกเราจะมาเล่าถึงประสบการณ์ใน 4 ฤดูของโทโฮระอุ ว่าเป็นอย่างไรกันบ้างมีบรรยากาศคืออะไรตามมามองกัน
ฤดูใบไม้ผลิ
(ม.ย.-พ.ค.)
ตอนฤดูนี้จะเป็นช่วงๆที่คุณจะสามารถมองเห็นดอกซากุระดอกบานไปทั่วเมือง ดอกไม้จะบานสะพรั่งสวย เพราะว่าจะได้รับน้ำอย่างมากจากหิมะที่ละลายจนถึงเปลี่ยนเป็นน้ำที่อุดมไปด้วยธาตุ เพราะว่าในพื้นที่นี้มีบางพื้นที่ของโทโฮคุยังอาจมีหิมะที่คงเหลืออยู่ มาท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลินี้ก็เลยจะก่อให้ได้สัมผัสกับหิมะและก็ความแจ่มใสของดอกซากุระสีชมพูที่บานไปทั่วทั้งเมือง ซึ่งจุดดูดอกไม้ยอดนิยมของนักเดินทางก็จะเป็นถนนหนทางคันโจไกโดริ ซึ่งตรงนี้จะเต็มไปด้วยสีชมพูไปทั้งสิ้นและก็ถ่ายรูปออกมาก็จะงามมากมายๆ
หน้าร้อน
(เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม)
เป็นตอนที่สภาพภูมิอากาศในภูมิภาคโทโฮปะทุนับว่าเป็นอากาศที่เย็นสบายไม่ร้อนไม่หนาวกระทั่งเกินความจำเป็น เพราะว่าจะมีลมทะเลที่พัดผ่านก็เลยช่วยทำให้คลายร้อนได้ รวมทั้งมีป่าที่เขียวชอุ่มปกคลุมทั่วเทือกเขาก็เลยทำให้มิได้รู้สึกร้อนจัดนัก นอกเหนือจากบรรยากาศจะมีชีวิตชีวารวมทั้งยังมีทิวภาพที่งามจากธรรมชาติแล้ว ในฤดูร้อนนี้ก็จะมีเทศกาลที่สำคัญอย่างเช่น เทศกาลเนบุตะ ในจังหวัดอะโอโมริ
นักเดินทางจะได้ดูขบวนตะเกียงลวดลายสวยงามอลังการ เทศกาลอะคิตะคันโต ในจังหวัดอะคิตะ ละลานตากับลีลาท่าทางการแห่โคมบนเสาไผ่ขนาดยักษ์เทศกาลทะนะบะตะ ในเมืองเซนได และก็เทศกาลฯลฯ
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
(เดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน)
จะเป็นช่วงๆฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี้จะเป็นตอนในเวลาที่จะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนสีปกคลุมไปทั่วพื้นที่ เป็นการเปลี่ยนทางธรรมชาติที่ได้ประดิษฐ์ศิลป์รวมทั้งความสวยงามเชิญให้เพลินตาเพลินใจเป็นอันมาก เทือกเขาแล้วก็ทั่วทั้งเมืองนั้นจะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่มีอีกทั้ง สีส้มเหลือง แดง สลับกัน ต้องการจะมองเห็นเมืองแบบชัดๆและก็ดูใบไม้เปลี่ยนสีแบบทั่วๆเมืองก็สามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้า เพื่อได้ดูทัศนียภาพของเทือกเขาฮักโกดะระดับล่างได้อย่างเต็มตา
ในช่วงฤดูหนาว
(ธ.ค.-เดือนมีนาคม)
จะเป็นช่วงๆที่ทั้งหมดทุกอย่างจะขาวมากไปด้วยหิมะ นับว่าเป็นสรวงสวรรค์ของนักเดินทางที่ชอบใจความหนาวเย็นหรือต้องการมาสัมผัสหิมะมองสักหนึ่งครั้ง ตรงนี้มีลานสกีที่เป็นที่รู้จักอยู่หลายที่ให้ได้เล่นสนุกสนานกันซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมหน้าหนาว ที่ทุกคนจำเป็นต้องเล่น อีกทั้งมีงานที่ครื้นครึกซึ่งเป็นเทศกาลหน้าหนาวมาก

5 ที่น่าท่องเที่ยวในเวียดนาม ที่คนไหนมาก็ต่างหลงใหล

ไม่ว่าจะตอนไหนขณะนี้คนโดยส่วนใหญ่ก็มาจะชอบพอเวียดนามกัน ทัวร์เวียดนาม ยิ่งชาวไทยจะถูกใจเป็นพิเศษเนื่องจากมันอยู่ไม่ไกลเดินทางไปง่ายแถมยังมีที่เที่ยวนานาประการแบบอย่าง รวมทั้งชอบใจที่สุดเลยก็คือค่าครองชีพต่างๆก็สบายๆอีกด้วย อย่างงี้ถ้าหากไม่ท่องเที่ยวเวียดนามให้ท่องเที่ยวไหนล่ะใช่ไหมค่ะ พวกเรามาดูกันดีกว่าว่ามีที่ใดน่าท่องเที่ยวบ้างน่ะในเวียดนาม? ตามมามองกันเลยจ้ะทุกคน
1. โฮจิมินห์ สิตี้
(The Cafe Apartment)
ตรงนี้จะมีจุดแข็งตรงคาเฟ่อพาร์ทเม้นท์ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของรัฐบาลทหารในตอน 1950 มาก่อน ซึ่งในขณะนี้ก็ได้ถูกรีโนเวทให้เปลี่ยนเป็นร้านค้าคาเฟ่ที่มีทั้งผอง 9 ชั้น ซึ่งในแต่ละชั้นนั้นก็จะมีร้านขายกาแฟ ห้องอาหาร ร้านบูติก กล่าวได้ว่าทุกๆชั้นนั้นจะมีสไตล์ที่แตกต่างออกไปแม้กระนั้นโดยรวมรวมทั้งจะมีกลิ่นสไตล์วินเทจผสมโมเดิร์น คุณจำเป็นที่จะต้องทดลองท่องเที่ยวที่มองมันเหมาะสมกับการพักผ่อนหย่อนใจซึมบรรยากาศเอามากๆ
2. ดานัง
(Danang)
ตรงนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวเรือและก็เป็นเมืองท่าสำคัญด้วยเหตุว่ามากมายๆของเวียดนาม ตรงนี้ลือชื่อในเรื่องของทิวทัศน์ที่งามรวมทั้งธรรมชาติที่สวยสวยสดงดงาม ซึ่งตรงนี้จะมีสถานที่เที่ยวที่มากมายเยอะที่สุดเนื่องจากว่ามันมีอีกทั้งสถานที่สำหรับท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ไปแล้วคุณจะถูกใจถูกใจมากมายแน่นอนยิ่งเป็นแฟนธรรมชาติด้วยก็จะยิ่งถูกอกถูกใจเป็นที่สุด
3. บาน่า ฮิลล์
(BaNa Hill)
ที่ที่นี้กาลครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของนักล่าอาณานิคมชาวประเทศฝรั่งเศส แต่ว่าในวันนี้รีบเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนมาเป็นอพาร์เม้นท์รวมทั้งโรงแรมที่มีหลายท่านเข้ามาพัก ซึ่งการเดินทางรวมทั้งพักตรงนี้ก็ต้องขึ้นกระเช้าไฟฟ้าที่ยาวที่สุดรวมทั้งเยอะที่สุดในโลก ถึงมันจะเป็นการเดินทางที่หวาดเสียวแม้กระนั้นก็เป็นทิวทัศน์ที่ไม่สามารถที่จะหาจากที่ไหนได้อีกแล้ว คุณสามารถจะแลเห็นน้ำตกสายธารต่างๆเป็นมุมมองที่แปลกใหม่มากมายเลยละค่ะ
4. ฮอยอัน
(Hoi An)
ในสำเนียงของเวียดนามนั้นเขาจะเรียกว่า โฮยอาน ซึ่งเมืองที่นี้เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ตรงกลางของประเทศ แต่ว่าขอบอกเลยว่าเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในโลกเลยก็ว่าได้ คุณทราบไหมค่ะตรงนี้เคยขึ้นบัญชีให้แปลงเป็นมรดกโลกในปี 2542 ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเซียอาคเนย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมศิลป์แล้วก็วัฒนธรรมรวมทั้งสถาปัตยกรรมของแคว้นและก็ฝรั่งเข้าไว้ร่วมกันอย่างพอดี เป็นสถานที่ไม่สมควรจะพลาดเลยใช่ไหมจ้ะ
5. บัคฮา
(Bac Ha)
เป็นดินแดนเล็กๆที่สงบแม้กระนั้นก็โด่งดังในกลุ่มนักเดินทางไม่แพงใหญ่ๆหรือที่อื่นๆเลยล่ะจ้ะ ตรงนี้มันก็อาจจะมีชนเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยก่อน พวกเขาก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมของตนได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งคนใดกันที่พึงพอใจเรื่องวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆก็สามารถมาท่องเที่ยวตรงนี้ได้ บอกเลยว่าวัฒนธรรมของตรงนี้น่าดึงดูดรวมทั้งของกินและก็ที่พักอาศัยที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครอีกด้วยจ้ะ

ทริปท่องเที่ยวขอพร 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ เมียนมาร์

ทัวร์พม่า เมียนมาร์มีสถานที่ท่องเที่ยวโบราณแล้วก็ธรรมชาติเยอะมากทั้งยังยังมีคราบเปื้อนอารยธรรมโบราณ ซึ่งพวกเราเป็นคนประเทศไทยเป็นพุทธศาสนิกชนแน่ๆว่าเมื่อไปถึงประเทศพม่าจำต้องไปสักการะบูชา 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่าแน่ๆ ประเทศพม่าอยู่ใกล้ๆพวกเราการไปท่องเที่ยวเพียงแค่ไม่กี่วันก็สามารถไม่ได้ทำยาก รายจ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน การอยู่ การเที่ยว ก็เสียไม่มากมายอีกด้วย หากพร้อมแล้วพวกเราเริ่มท่องเที่ยวที่แรกกันก่อนเลยดียิ่งกว่า
1. เทวดาทันใจ หรือ นัตโบโบจี
(Nat BoBo Gyi)
มีความเชื่อกันว่าถ้าเกิดไปขอพรแล้วจะไปถึงเป้าหมายในเวลาอันเร็ว เนื่องจากว่าแบบงี้เทวดาทันใจก็เลยมีคนมาสักการะเยอะๆ และเรียกว่าเทวดาทันใจแทนชื่อเต็มเรื่องก็คือ นัตโบโบจี คนไหนกันแน่ต้องการจะมาสักการหรือมาขอพรเพื่อสมความต้องการแล้วละก็เทวดาทันใจเลยจ้ะ การันตีว่าทันใจดังชื่อแน่ๆ
2. มหาเจดีย์ชเวดากอง
(shwedagonpagoda)
เป็นเจดีย์ประจำเมืองของประเทศพม่ามาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งในช่วงเวลานี้ ทั้งยังยังเป็นศูนย์รวมความเชื่อของชาวประเทศพม่าอีกด้วย ตรงนี้ก็จะมีคนต่างประเทศจำนวนมากพากันท่องเที่ยวดูแล้วก็มานมัสการอย่างไม่ขาดสาย ดังที่เขากล่าวกันว่าทองที่ใช้สำหรับในการก่อสร้างแล้วก็ซ่อมบำรุงมหาเจดีย์ที่นี้ มีเยอะมากมากมายก่ายกองกว่าทองที่เก็บอยู่ในแบงค์แห่งชาติของอังกฤษอีก จำเป็นต้องบอกเลยว่าเป็นมหาเจดีย์ที่มีความสวยงามไม่ว่าจะตรงเวลาช่วงกลางวันหรือค่ำคืน ก็ต่างมีความน่าเลื่อมใสไม่แพ้กัน
3. พระบรมธาตุไจที่โย่
(Kyaiktiyo Pagoda)
ชาวไทยชอบเรียกพระบรมสารีริกธาตุที่นี้ว่าพระบรมสารีริกธาตุอินทร์ห้อย เป็นเจดีย์จาริกแสวงบุญของชาวพุทธ แล้วยังเป็นที่ติดตั้งพระผมธาตุของพระวัวโคลนพระพุทธ ตั้งอยู่รอบๆผาชันบนยอดดอยไจที่โย่ อย่างล่อแหลม เป็นเจดีย์ที่ประหลาดมากมายเพราะว่าราวกับจะร่วงแต่ว่าก็ไม่ยินยอมตกลงมา แทบลืมบอกไปตรงนี้เขาไม่อนุญาตให้เพศหญิงเข้าไปภายในรอบๆพระบรมธาตุ แต่ว่าสามารถเข้าออกถึงที่กะไว้ระเบียงภายนอกรวมทั้งลานข้างล่างของหินได้
4. พระเจดีย์ชเวสิกอง
(Shwe Zi Gon Pagoda)
เจดีย์ที่นี้แสดงว่าเจดีย์ทองคำที่ความมีชัย เป็นศิลป์ที่สะดุดตาสวยงามโดยทองคำที่มีสีแพรวพราวของตัวเจดีย์ ซึ่งสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าอโนรธามังช่อ ที่เป็นผู้เก็บเชื้อชาติเมียนมาร์ให้มั่นคงเดียวกันรวมทั้งชาวมอญด้วย องค์เจดีย์ก็เลยได้รับอิทธิพลมาจากชาวมอญรวมทั้งข้างในเจดีย์ยังใส่พระบรมสารีริกธาตุสำคัญ 3 ส่วน เป็น พระเขี้ยวแก้ว ที่กษัตริย์ที่ศรีลังกาได้เอามามอบ ตรงนี้สร้างเจดีย์ขึ้นมานั้นก็เนื่องจากว่าได้เชิญพระเขี้ยวแก้วลงมาจากลังกาแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าเกิดช้างเผือกย่อเข่าลงตรงไหนจะสร้างเจดีย์ไว้ตรงนั้น ก็เลยเปลี่ยนเป็นสถานที่ตั้งของเจดีย์ชเวดากองมาจนถึงทุกวันนี้นี่เอง
5. วัดอนันดา
(Ananda Pagoda)
เป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่ามีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุมเด็จยื่นออกไปอีกทั้ง 4 ด้านแผนผังก็จะดังไม้กางเขนแบบภาษากรีก ซึ่งถัดมาเจดีย์ที่นี้ก็เปลี่ยนเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมของเมียนมาร์สมัยต้นหอมพูกาม สิ่งที่น่าดึงดูดของวิหารที่นี้เลยก็คือช่างได้กระทำส่งแสงสว่างเข้าไปในวิหารเฉพาะให้ตรงองค์พระประธาน

6 เมนูอาหารที่ไปเมียนมาร์แล้ว จำเป็นต้องไปรับประทาน ให้ได้!!

ทัวร์พม่า ท่องเที่ยวประเทศพม่าแล้วนอกเหนือจากที่จะท่องเที่ยวดูสถานที่เที่ยวงามๆหรือไปไหว้บูชาตามวัดต่างๆก็จำต้องอิ่มท้องไปกับของกินประจำถิ่นของประเทศพม่าที่มีหลายประเภทให้ท่านได้ทดลองลอง วันนี้พวกเราจะพามารู้จักกับเมนูอาหารเมียนมาร์ที่ลือชื่อแล้วก็ที่ได้รับความนิยมที่สุด เมื่อคุณมาท่องเที่ยวประเทศพม่าควรต้องมาทดลองรับประทานให้ได้ มาดูกันเลยจ้ะว่ามีอะไรบ้าง
1. Tea Shop Meal
เป็นของกินที่นิยมทานเล่นเป็นของว่างกัน ชาวประเทศพม่าจะนิยมทานกับชาเพราะเหตุว่าผู้ที่นี่เขาไม่นิยมดื่มกาแฟสักเท่าไหร่ คุณก็เลยจะทำมาหากินได้จากร้านค้าชาต่างๆเมื่อคุณไปประเทศพม่าคุณจะมีความเห็นว่าในตอนบ่ายของทุกวันนั้น ร้านค้าชาจะเต็มไปด้วยชาวประเทศพม่าที่จะมาดื่มชาแล้วก็ทานของเด็กเล่นกัน โน่นก็เพราะเหตุว่าตรงนี้ได้รับวัฒนธรรมมาจากผู้ดีอังกฤษนั่นเอง
2. Sweet Snack
เป็นของหวานใบหน้าน่าทานที่ไม่เหมือนกับของหวานจากบ้านพวกเรา ซึ่งตรงนี้เขาจะเสิร์ฟมาเป็นถาดเรียงอย่างงดงามซึ่งจะประกอบไปด้วยของหวานหลายประเภท ทั้งยังของหวานพวกนี้จะไม่มีการใส่ส่วนประกอบของน้ำตาลเพื่อความหวาน แต่ว่าจำนวนมากนั้นเนื่องจากจะใส่น้ำกะทิใหม่ๆแป้งข้าวเจ้าแป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง แล้วก็ผลไม้ประเภทอื่นเพื่อเพิ่มความหวานนั่นเอง
3. Shan-style Noodles
ของกินจำพวกนี้ก็คือก๊วยเตี๋ยวของเมียนมาร์ ที่มาเสิร์ฟในจานแบนและก็มีน้ำซุปรสเผ็ดที่ได้จากการต้มไก่หรือหมูราดมาให้แบบไม่มาก ซึ่งกวยเตี๋ยวนี้จะรับประทานกับผักดองจานนับว่าเป็นรายการอาหารกล้วยๆซึ่งสามารถอิ่มท้องได้นาน แล้วก็คล้ายกับกวยเตี๋ยวบ้านพวกเรานั่นเอง
4. Mohinga
ของกินรายการอาหารนี้จะคล้ายกับขนมจีนน้ำยาน้ำกะทิในบ้านพวกเรานั่นเอง ซึ่งรสก็จะคล้ายกันอีกด้วย ซึ่งกวยเตี๋ยวของของกินประเภทนี้จะมาเสิร์ฟพร้อมทั้งน้ำซุปสมุนไพรที่มีรสชาติกลมกล่อมละมุนละไม มีของเคียงก็คือหัวปลีที่หั่นฝอยซึ่งรับประทานแล้วจะให้ความกรุบกรอบเข้ากันได้กับรายการอาหารนี้ เป็นของกินยอดฮิตที่คนเมียนมาร์ชอบกินกัน
5. Curry
เป็นของกินขึ้นชื่อลือนามอีกรายการอาหารหนึ่งของคนเมียนมาร์ ซึ่งหาทานได้ง่ายและก็คงจะอร่อยคนประเทศไทยด้วย ซึ่งสิ่งแกงกระหยีนี้จะรสคล้ายกับแกงกะหรี่ไทย ซึ่งจะมีกะหรี่หมู ปลา กุ้ง แม้กระทั้งแกะก็ยังมี ซึ่งจะเสิร์ฟกับข้าวรวมทั้งสลัดผักทอดในจานเล็กๆพร้อมด้วยน้ำซุปอีกด้วย
6. Tea Leaf Salad
เป็นของกินแคลอรี่น้อยแล้วก็เป็นรายการอาหารทานเล่นประจำชาติของคนประเทศพม่าเลยก็ว่าได้ ซึ่งสลัดของเมียนมาร์นั้นจะไม่เหมือนกับสลัดธรรมดาเนื่องจากว่าจะมีรสชาติที่ออกเปรี้ยวเผ็ดแล้วก็ขมหน่อยเดียว โน่นก็เนื่องจากว่าสลัดทำจากใบชารวมทั้งผสมกับอันอื่น ดังเช่นว่า กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ถั่วดิน แล้วก็ถั่วลันเตา แล้วนอกเหนือจากที่จะทานเป็นของหวานได้และจากนั้นก็ยังนิยมทานอาหารได้อีกด้วย

สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เมื่อท่องเที่ยวเวียดนาม

มีคนมากมายก่ายกองที่เข้าไปท่องเที่ยวเวียดนาม ทัวร์เวียดนาม หรือบางบุคคลก็บางทีก็อาจจะไปกับทัวร์เวียดนาม ซึ่งจัดว่าประเทศนี้เป็นที่นิยมจากชาวไทยอย่างใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความงามทางธรรมชาติรวมทั้งสถานที่เที่ยวที่มีเรื่องมีราวราวทางประวัติศาสตร์อยู่จำนวนมาก ถึงเวียดนามจะเป็นเมืองที่มีความสวยรวมทั้งน่าท่องเที่ยว แม้กระนั้นจดจำไว้ว่าไม่ว่าที่แหน่งใดก็มีเรื่องมีราวที่จำเป็นต้องให้ระวังเนื้อระวังตัวอยู่เป็นประจำ เวลานี้พวกเราจะมากล่าวถึงในเรื่องของสิ่งที่ต้องระมัดระวังเมื่อไปท่องเที่ยวที่เวียดนาม
ข้อระวัง
1.รถแท็กซี่
ชาวไทยบางทีก็อาจจะเคยได้เห็นเสมอๆว่าแท็กซี่ในไทยนั้นถูกใจคดโกงค่าใช้จ่ายในการใช้โดยสาร หรือถูกใจเหลือตังค์ทอนเป็นเศษๆนั้นก็เพื่อจะได้ฮุบเงิน เรื่องอย่างนี้แม้กระทั้งที่เวียดนามก็มีแบบเดียวกันเพราะเหตุว่าผู้ขับบางบุคคลเมื่อพวกเราถึงที่หมายแล้ว จะทอนสตางค์ไม่ครบแล้วก็อ้างถึงว่าขาดเงินทอน มันก็แปลงเป็นว่าผู้ขับนั้นได้ตังค์แบบสบายๆแต่ว่าในประเด็นนี้พวกเรามีแนวทางแก้อยู่ก็คือจำเป็นต้องซื้อเอาเงินทอนจากผู้ขับให้ได้ นั่งรออยู่บนรถยนต์นั่นแหละโน่นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเราไม่ยินยอมให้เขาคดโกง ประเดี๋ยวครู่หนึ่งถ้าเกิดเขาอารมณ์เสียเขาก็จะถอนพวกเราไปเอง แต่ว่าในกรณีนี้ใช้ได้กับแท็กซี่บางโอกาสเพียงแค่นั้น เนื่องจากถ้าหากพบผู้ขับงกแถมพูดจาไม่รู้เรื่องอีกก็อาจจะจำต้องทำใจแล้วล่ะ
2. ชื้อของ ที่ปิดป้ายแจ่มชัด
คุณจำเป็นต้องจับจ่ายซื้อของที่ราคาแพงป้ายติดแจ่มกระจ่างเพื่อหลบหลีกการฉ้อโกงราคา เพราะว่าบางโอกาสจับจ่ายซื้อของชิ้นเดียวกันประเภทเดียวกันแล้วยังในร้านค้าเดียวกันอีกแม้กระนั้นผู้ขายก็เจาะจงราคาแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้อย่าไปซื้อกับร้านที่ไม่มีป้ายติดราคา แม้กระนั้นถ้าหากเลี่ยงมิได้ก็จำต้องอุตสาหะต่อราคาให้ลงมากที่สุด
3. กินอาหารตรงนี้ ไม่มีน้ำฟรี
เกิดเรื่องที่แตกต่างจากบ้านพวกเรา ห้องอาหารทั่วๆไปในบ้านพวกเรานั้นไม่ว่าจะข้างตอกตรอกหน้าหมู่บ้าน หรือส่วนไหนหรือที่ไหนก็ช่างโดยมากแล้วจะมีบริการกินน้ำให้กับลูกค้าอยู่เสมอ แต่ว่าที่เวียดนามนั้นถ้าหากว่าไม่สั่งน้ำเขาก็ไม่มาส่งให้ เนื่องจากผู้ที่นี่จำนวนมากนิยมกินน้ำชามากกว่านั่นเอง แต่ว่าถ้าเกิดสั่งน้ำทางร้านค้าก็จะเอาน้ำมาขายให้เป็นขวด
4. ระวังเงินหาย
ไม่ว่าที่ไหนๆก็ย่อมมีขโมย จะต้องบอกนะว่าประเทศเวียดนามนี่ขึ้นชื่อลือชาที่ 1 ในเรื่องของมือไวสำหรับในการล้วงสินทรัพย์นักเดินทาง โดยยิ่งไปกว่านั้นในย่านชุมชนที่มีคนคับคั่งก็ยิ่งเป็นจุดที่จะลงมือล้วงกระเป๋าได้อย่างสะดวก ด้วยเหตุดังกล่าวคุณจำเป็นที่จะต้องเก็บของที่มีค่าไว้ตู้นิรภัยแรมหรือหากควรต้องคัดออกมาด้วยข้อควรจะเก็บเอาไว้กับตัวให้อยู่ข้างหน้าอย่างมิดชิด และก็คุณควรต้องพินิจความประพฤติปฏิบัติของคนเรารอบกายอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แอบเนียนเข้ามาอยู่ใกล้ๆพวกเรานั่นเอง

7 เหตุผลที่หลายคนท่องเที่ยวเมียนมาร์

ทัวร์พม่า เหตุผลที่จะจำต้องไปท่องเที่ยวประเทศพม่าหรือไปทัวร์เมียนมาร์ คุณทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดคนโดยมากถึงท่องเที่ยวเมียนมาร์กันเป็นอันมากที่ประเทศพม่ามีอะไรให้น่าท่องเที่ยว มาดูกัน
เหตุผลที่จำเป็นต้องไปท่องเที่ยวเมียนมาร์
1. มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เป็นสิ่งขั้นตอนแรกที่คนประเทศไทยชอบถูกใจมาขอพร ไม่ว่าจะเป็นมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่รอบๆเนินเชียงกุตระ เมืองปิ้งกุ้ง เจดีย์โบตาทาวน์ ที่นักเดินทางนิยมมาขอพรเทวดาทันใจ หลวงพ่องาทัตยี พุทธรูปปางมารชิ ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ พระพุทธนอนหลับเจาทัตยี (พระนอนตาหวาน) วัดพระหินอ่อน เจดีย์ชเวซานดอว์ พระเจดีย์ชเวสิกอง วัดอนันดา วัดมนูหา วัดกุบยางกี วัดตำหนิโลมินโล พระบรมธาตุอินทร์ห้อย ฯลฯ
2. วิถีชีวิตแบบเริ่มแรก
ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือด้วยการใช้เท้าในทะเลสาบอินเล ที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดห่างจากเมืองโคนงจีราวๆ 25 กิโล ชนเผ่านี้ได้อาศัยอยู่ที่นี้ยาวนานมากกว่าร้อยกว่าปี โดยมีการเกษตรและก็กระทำการประมงเป็นอาชีพหลัก ผู้ที่นี่จะใช้เท้าสำหรับการพายเรือซึ่งเป็นความชำนาญที่เฉพาะบุคคลที่มีการสือบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น สิ่งนี้ก็เลยทำให้เป็นสิ่งล่อใจให้นักเดินทางแวะมาเยี่ยมชมกันเป็นประจำ
3. ทานาติดอยู่
เป็นเทคนิคในเรื่องความสวยสดงดงามของสาวเมียนมาร์ ผู้หญิงตรงนี้ถูกใจทาทานาติดอยู่กันเพราะเหตุว่ามั่นใจว่าคุณประโยชน์ในเรื่องแก้สิงแก้ฝ้าและก็แก้ผื่นผื่นคัน เวลาท่พวกเราได้ท่องเที่ยวประเทศพม่าพวกเราก็จะมองเห็นผู้หญิงที่นั้นทาทานาติดอยู่กันทุกคน
4. การเทินของบนหัว
เป็นความชำนาญที่น่าทึ่งเอามากๆของสาวเมียนมาร์ตรงนี้ ที่เอาของใหญ่ๆเทินไว้บนหัวรวมทั้งยังสามารถเดินไปอย่างสบายๆนี่เป็นเอกลักษณ์อย่างใหญ่โตที่เป็นอะไรที่ได้พบตรงนี้ และก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเร้าใจเช่นกัน
5. หนีบอีแตะต้อง
หรือรองเท้าแตะชาวประเทศพม่าตรงนี้สวมรองเท้าแตะต้องกันทุกคน ขนาดพนักงานที่มีหน้าที่สำหรับต้อนรับบางรีสอร์ทบุคลากรยังใส่รองแท้าแตะต้องมาต้อนรับลูกค้ากันเลย
6. หีบศพจีหรือสโร่ง
เพศชายประเทศพม่าตรงนี้นิยมใส่หีบศพจีกันอยู่ ก็จะมีวัยรุ่นที่สวมกางเกงกันเป็นส่วนมาก แต่ยังไงภาพเพศชายใส่โลงศพจีในตามพื้นที่ต่างๆก็มีให้มองเห็นกันอย่างยิ่ง ซึ่งการใส่โลงศพจีนั้นจะไม่เหมือนกับการใส่ผ้าถุงของเพศหญิงประเทศพม่า ด้วยเหตุว่าเค้าจะผูกปมไว้ข้างหน้าซึ่งสตรีจะขมวดพับไว้ข้างๆ
7. ยิ้ม
บอกเลยว่าคนประเทศพม่านั้นยิ้มเก่งมากมายโดยยิ่งไปกว่านั้นเพศหญิง รอยยิ้มที่ดูแล้วเป็นธรรมชาติผสมกับดวงตาที่แวววาวโน่นก็เลยทำให้นักเดินทางอดที่จะถ่ายรูปมิได้ หากจะถ่ายรูปชาวประเทศพม่าหากพวกเราขอถ่ายโดยมากเค้าจะอนุญาติ
ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ใกล้ประเทศพวกเราเอามากๆบินเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว แถมเมียนมาร์มีสิ่งที่น่าดึงดูดเยอะแยะไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรมหรือในเรื่องธรรมชาติ ถ้าหากคุณได้มาท่องเที่ยวเมียนมาร์สักหนึ่งครั้งการันตีว่าคุณจำเป็นจะต้องตกหลุมรักอย่างไม่ต้องสงสัย

4 ที่เที่ยวทางธรรมชาติ ที่เหมาะสมกับการผ่อนคลาย!!ในประเทศญี่ปุ่น

คนใดกันแน่ที่ต้องการจะท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น แม้กระนั้นไม่รู้เรื่องว่าจะท่องเที่ยวที่ใดดี หรือกำลังหาที่เที่ยวในประเทศญี่ปุ่นแบบธรรมชาติ แล้วต้องการจะหนีความระส่ำระสายในเมืองอย่างยิ่ง วันนี้ข้อแนะนำที่เที่ยวทางธรรมชาติที่สวยสดงดงามในประเทศประเทศญี่ปุ่นมาฝากเพื่อนพ้องๆกัน
1. เกาะภูเขาไฟซ้อนภูเขาไฟ
Aogashima : เกาะที่นี้มีชื่อว่า อาโองะชิมะ เป็นเกาะที่งามมากมายๆตั้งอยู่รอบๆน่านน้ำสมุทรสมุทรประเทศฟิลิปปินส์ห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค จากกรุงเมืองโตเกียวลงไปทางด้านใตนราวๆ 358 กิโล ความพิเศษของเกาะที่นี้ก็คือในปากปล่องภูเขาไฟกึ่งกลางสมุทร มีภูเขาไฟขนาดเล็กตั้งอยู่บนเกาะอีกครั้งด้วย บริเวณเกาะนั้นก็ถูกล้อมไปด้วยผาเยอะมากนับไม่ถ้วน ปากปล่องนั้นมีบ้านที่พักผู้คนอาศัยอยู่ห่างๆ ท่องเที่ยวจำนวนมากนอกเหนือจากการที่จะมายกย่องความงดงามบนเกาะแล้ว กิจกรรมที่ไม่สมควรจะพลาดเป็นอย่างมากเลยก็คือ การปีนเขา น้ำมองต้นปะการังรอบเกาะ รวมทั้งตั้งแคมป์ดูดาวอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วตรงนี้ยังมีออนเซ็นที่ให้แช่ท่ามกลางธรรมชาติบนเกาะภูเขาไฟอีกต่างหาก คุณจะมาท่องเที่ยวตรงนี้ก็น่าจะติดตามข้อมูลอยู่เป็นประจำเนื่องจากภูเขาไฟตรงนี้นั้นอาจจะมีการเกิดการปะทุขึ้นเมื่อใดก็ได้
2. ทะเลทรายที่ประเทศญี่ปุ่น
Tottori Sakyu : ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวจังหวัดทตโตริ เป็นเนินทรายขนาดใหญ่ที่สุดแล้วก็มีเพียงแค่ที่เดียวในประเทศญี่ปุ่น เนินทรายนี้มีความยาวโดยประมาณ 16 กิโลจากทิศเหนือถึงใต้ เนินทรายเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการพูดซ้ำเติมของขี้ตะกอนทรายที่โดนลมพัดมาจากสมุทร ส่วนริ้วทรายมีต้นเหตุมาจากกระแสลมที่พัดด้วยความเร็ว 50 เมตรต่อวินาที ก็เลยมีริ้วทรายที่งามเปรียบได้ดั่งงานศิลปะที่ธรรมชาติสร้างมันขึ้นมา คุณสามารถเดินไปท่องเที่ยวเพื่อดูเนินทรายได้ แม้กระนั้นถ้าต้องการเข้าถึงบรรยากาศแบบทะเลทรายเยอะขึ้น ก็ยังสามารถขี่อูฐหรือนั่งรถม้าเพื่อดูทิวทัศน์บริเวณเนินทรายได้เช่นกัน
3. น้ำตกไนแองการ่าประเทศญี่ปุ่น
Fukiware Falls : น้ำตกที่งามกระทั่งติดอันดับ 1 ใน 100 ของน้ำตกที่ประเทศญี่ปุ่น มีความกว้าง 30 เมตรแล้วก็สูงเพียงแต่ 7 เมตร การไหลของน้ำนั้นจะมีลักษณะสายน้ำที่ผิดแผกออกไปจากที่อื่น เป็นการไหลของลำน้ำบนที่ราบสูงสู่ระดับล่างตามซอกหินที่แตกโค้งเว้า จนได้รับการกล่าวเยินยอว่าเป็นน้ำตกไนแองการ่าในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง สามารถเข้าไปมองน้ำตกได้โดยเข้าไปถนนหนทางเลขลำดับ 120 แล้วเดินตามปากทางเข้าไปเพียงแค่ 100 เมตรเพียงแค่นั้นก็จะพบน้ำตก จุดสำหรับชมวิวก็จะเป็นลานหินขนาดใหญ่ที่จะจำต้องเดินขึ้นมาบนเนินเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ นักเดินทางก็จะสามารถยืนดูทิวทัศน์ได้อย่างใกล้ชิดโดยมีเพียงแค่เชือกกันที่ไม่ให้ใกล้จนถึงเกินความจำเป็น
4. การปรากฏปีศาจร้ายหิมะ
Juhyo : เป็นการปรากฏที่หิมะแล้วก็น้ำค้างเกาะอยู่ตามป่าสนที่ขึ้นบนยอดดอย จนถึงเมื่อจะนำภูเขาไม่ที่หนาวเย็นจัดต่ำยิ่งกว่า 0 องศา ก็จะแปลงเป็นน้ำแข็งเกาะทับถมต้นสนอย่างครึ้ม จนกระทั่งแปลงเป็นรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ ก็เลยได้เรียกกันว่าการปรากฏภูติผีปีศาจหิมะนั่นเอง

ทิป 6 เมืองประเทศเกาหลี!ในฤดูหนาวสุดฟิน!

ทัวร์เกาหลี คิดจะไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลีหรือจะไปกับทัวร์ประเทศเกาหลีแล้วละก็ ชี้แนะให้ท่องเที่ยวในฤดูหนาวของประเทศเกาหลีเลย เนื่องจากคุณจะได้มองเห็นทัศนียภาพงามๆในเทศกาลรับลมหนาวมากของประเทศเกาหลีซึ่งบอกได้เลยว่ามันจะพลาดมิได้จริงๆแถมยังได้ไปสัมผัสความหนาวที่ประเทศเกาหลีที่จำเป็นต้องบอกเลยว่าบรรยากาศไม่แพ้ทางยุโรปเลย แถมราคาก็ถูกมากยิ่งกว่าอีกด้วย วันนี้พวกเราจะพามาท่องเที่ยวเมืองที่น่าดึงดูดกัน จะมีเมืองอะไรบ้างตามมาจ้ะ
1. โซล (Seoul)
เป็นเมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ รวมทั้งในตอนหน้าหนาวตรงนี้จะแปลงเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุด ด้วยเหตุว่าด้วยความหนาวที่ติดลบทำให้สถานที่เที่ยวงามๆแบบงี้เต็มไปด้วยหิมะ แถมยังมีลายสเก็ตน้ำแข็งที่โล่งแจ้งให้เล่นกันสนุกสนานๆอีกด้วย และก็ในตอนปีใหม่ที่ประเทศเกาหลียังมีคอนเสริร์ตจากนักร้องชั้นแนวหน้าล้นหลาม แต่ว่าถ้าเกิดคุณเป็นสายรับประทานก็ต้องห้ามพลาดเทศกาลของกินฤดูหนาวในบริเวณเมืองเก่า ที่มีทั้งยังเกาลัดคั่วและก็มันเผาหวานๆแสนอร่อย
2. ชุนชอน (Chuncheon)
เป็นเกาะนามิที่อยู่กึ่งกลางแม่น้ำตั้งอยู่ในเขตเมืองนี้นั้นเอง แล้วก็ในช่วงฤดูหนาวทุกสิ่งบนเกาะนี้จะเต็มไปด้วยหิมะ และก็ด้วยความหนาวจัดก็เลยจะมีผลให้น้ำเปลี่ยนเป็นแผ่นน้ำแข็งใหญ่ รวมทั้งทำให้ป่าแถวนี้แปลงเป็นสีขาวโพลน
3. พยองชาง (Pyeongchang)
เป็นเมืองที่มีชื่ออีกเมืองหนึ่ง ด้วยเหตุว่าด้วยพื้นที่ในช่องเขานี้ที่นี้ก็เลยเปลี่ยนเป็นเมืองที่ลานสกี คุณจะได้สัมผัสกับการเล่นสกีแบบประเทศเกาหลีที่มีทั้งยังลานเล็กๆลานฝึกเล่นหรือลานสูงใหญ่บนเทือกเขา จริงๆตรงนี้มิได้มีดีเพียงแค่สกรีในฤดูหนาวแค่นั้น ซึ่งเมืองนี้เขามีเทศกาลตกปลาในน้ำแข็งกึ่งกลางแม่น้ำซึ่งมีชื่อไปทั่วทั้งโลกแบบเดียวกัน
4. โพชอน (Pocheon)
เป็นเมืองที่อยู่ชิดกับพยองชาง ในเมืองนี้มีช่องเขาล้นหลามที่มีความซับซ้อน ยิ่งในช่วงฤดูหนาวของประเทศเกาหลีในโพชอนเมืองนี้ก็จะยิ่งงามเพิ่มขึ้นเมื่อถูกปกคลุมด้วยหิมะ และก็มีโรงแรมมากมายก่ายกองที่เปิดให้บริการในฤดูหนาว
5. ยงอิน (Yongin)
หากไม่ได้อยากเดินทางไปไหนไกลจากกรุงโซลมากเท่าไรนัก เมืองยงอินก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับในการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว นอกเหนือจากการที่จะมีทิวทัศน์ทิวภาพที่งดงามแล้วเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีด้วย แล้วคุณก็ไม่สมควรจะพลาดกับการที่จะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นที่มีเฉพาะในตอนหิมะตกอย่างลานสกี
6. อาซัน (Asan)
อาซันเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศเกาหลีใต้ ถึงจะไม่ค่อยมีเทือกเขาหรือป่าที่ไม่น่าท่องเที่ยวเสมือนเมืองอื่นๆแม้กระนั้นตรงนี้ก็มีบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดจากธรรมชาติ เมืองนี้ก็เลยเปลี่ยนเป็นเมืองที่บ่อน้ำพุร้อนรวมทั้งสปาของประเทศเกาหลี สปาน้ำพุร้อนจำนวนมากของตรงนี้จะเปิดเตียนเพื่อรับอากาศด้านนอก โน่นจะก่อให้คุณได้สัมผัสกับการแช่น้ำร้อนในพื้นที่โล่งแจ้งพร้อมด้วยดูทิวทัศน์ทัศนียภาพของหิมะไปในตัวด้วย
รวมทั้งอีกทั้ง 6 เมืองนี้เป็นยอดเยี่ยมที่เที่ยวในประเทศเกาหลีในฤดูหนาว ที่พวกเราได้คัดสรรสถานที่ที่น่าท่องเที่ยวมาเพื่อคุณได้ท่องเที่ยวแบบจุใจ คุณเริ่มต้องการที่จะท่องเที่ยวประเทศเกาหลีหรือยัง

6 สถานที่น่าไป ในเมืองเว้ เมืองมรดกโลกในเวียดนาม!!

ทัวร์เวียดนาม เว้ เป็นชื่อของเมืองหลวงของจังหวังถัวเทียน-เว้ ประเทศเวียดนาม เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในยุควงศ์สกุลเหงียนตอนปี พุทธศักราช 2345-2488 ซึ่งเมืองเว้นั้นมีโบราณสถานอยู่ทั่วๆไปทั่วทั้งเมือง ก็เลยได้ถูกชมเชยให้เปลี่ยนเป็นมรดกโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติอีกด้วย แล้วก็เมืองเว้นั้นส่วนใหญ่จะมีสภาพภูมิอากาศที่ออกจะร้อนตลอดทั้งปี วันนี้จะขอมาเสนอแนะสถานที่น่าไปในเมืองเว้ เมืองที่แห่งไหนน่าไปน่าท่องเที่ยวบ้าง ตามมา!!
1. นครจักรพัตราธิราช หรือนครต้องห้าม
Imperial Enclosure / Forbidden Purple City
เป็นนครที่อยู่ศูนย์กลางเมืองเป็นมรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ของวงศ์สกุลเหวียน วังที่นี้ได้ถูกผลิตขึ้นตามแบบแผนความเชื่อถือของคนจีน มีการวางแบบให้มีกำแพงโอบล้อมราชวังถึง 3 ชั้น และก็จุดที่น่าดึงดูดของนครที่นี้ก็คือปืนใหญ่ 9 ทวยเทพ เป้าหมายถึงเทวดา 4 องค์ที่เป็นผู้แทนของฤดูอีกทั้ง 4 ฤดู แล้วก็อีก 5 อย่างก็คือผู้แทนของธาตุ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ รวมทั้งดิน ในนครที่นี้บอกเลยว่ามีที่ให้ท่องเที่ยวอีกเยอะมาก ที่คุณจำเป็นต้องฉงนใจและก็รู้สึกต้องใจอย่างแน่แท้
2. หลุมฝังศพพระราชาธิราชไม่นห์มาง
Tomb of Minh Mang
ป่าช้าได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2383 จุดแข็งของหลุมฝังศพที่นี้อยู่ที่รอบๆลานกว้างที่มีรูปสลักหินของเหล่า ช้าง ม้า ทหาร เจ้าขุนมูลนาย ที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างถนน ต่อมาก็เป็นแผ่นจารึกแล้วก็พระตำหนักซึ่งสามารถแลเห็นหลุมฝังพระศพเป็นเนินดินวงกลมขนาดใหญ่ล้อมด้วยรั้วสูง แต่ว่าอันที่จริงแล้วก็ยังมิได้มั่นใจเลยว่าที่ฝังพระศพอยู่ที่ไหนกันแน่
3. หลุมฝังศพของพระผู้เป็นเจ้าไคดิงห์
Tomb of Khai Dinh
เป็นป่าช้าที่มีการประสมประสานระหว่างสถาปัตยกรรมทิศตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก กำเนิดเป็นสถาปัตยกรรมที่ประหลาดตาต่างกันตรงไหนในโลก หลุมฝังศพที่นี้ถูกทำในยุคพระราชาธิราชไคดิงห์ ที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลุมฝังศพของท่านแม้กระนั้นหลุมฝังศพไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสวรรคตไปซะก่อน ก็เลยได้ตกไปเป็นหลุมฝังศพของบุตรชายแทน ป่าช้าที่นี้ได้มีการตกแต่งไว้อย่างโอ่อ่าโออ่าอีกด้วย
4. อุโมงค์หวิงห์ม็อก
Vinh Moc Tunnel
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโล อุโมงค์ที่นี้เคยเป็นที่ลี้ภัยอีกทั้งกลุ่มจากการทิ้งระเบิดในยุคการรบ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีคนอาศัยรับประทานอยู่ที่อุโมงค์ที่นี้ตรงเวลา 5 ปีอีกด้วย ข้างในนั้นมีความยาวถึง 2,000 เมตรมีอยู่ 3 ชั้น และก็มีทางเข้าออกทังหมด 13 ทางนั้นเอง แม้กระนั้นการเที่ยวในอุนาฬิกานี้ถ้าคนไหนกันแน่เป็นผู้ที่กลัวที่แคบก็ไม่เสนอแนะการมาท่องเที่ยวตรงนี้นะคะ เนื่องจากในอุโมงค์นั้นออกจะที่จะมืดแล้วก็แคบอยู่บ้าง
5. วัดนามซาว
Nam Giao
เคยเป็นวัดที่มีความหมายในยุควงศ์สกุลเหวียน ซึ่งจะมีบันไดฟุตบาทขึ้นเขาแท่นวงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นแท่นนี้ก็ได้ใช้เป็นการประกอบพิธีบาปศักดิ์สิทธิ์ต่างๆโดยมีความเห็นว่าแท่นกลมนี้เป็นสรวงสวรรค์ ซึ่งดังเป็นผู้แทนของสรวงสวรรค์เบื้องบน ที่มนุษย์จะรอขอพึ่งบารมีจากสรวงสวรรค์นั่นเอง